ประวัติสโมสร
   
   

ความภูมิใจ  
 
 
ถ้วยพระราชทาน
ประเภท ก.
ถ้วยพระราชทาน
ประเภท ข.
ถ้วยพระราชทาน
ควีนส์คัพ
ถ้วยพระราชทาน
มวก. นนทบุรีคัพ
2515
2516
2523
2525
2550
2515
2524
2552
2553

 

 
ดิวิชั่น 2
เอฟ เอ คัพ
ตูกูมูด้าคัพ
2552
 
2518
2519
2527
2535
2537
2525
2527

 


กว่าจะเป็นราชประชา  
 
 
พ.ศ.2509 ก่อนที่จะมาเป็นราชประชานั้น เดิม พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ผู้บังคับการตำรวจดับเพลิง และประธานฝ่ายปฏิบัติการพิเศษของมูลินิธิราชประชานุเคราะห์ในขณะนั้น ได้รับผิดชอบงานฟุตบอลของสโมสรตำรวจมาก่อน สโมสรราชประชานุเคราะห์ ก่อตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นทางการในปี พ.ศ. 2509 ด้วยแนวคิดที่ว่า กีฬา เท่านั้นที่จะเบี่ยงเบนความสนใจด้านอบายมุขของเยาวชนได้ โดยเดิมนั้นมูลนิธิฯ ได้จัดให้มีการอบรมลูกเสือราชประชาฯ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ จึงได้เสริมกีฬาเข้าไปในหลักสูตรลูกเสือ ท่านได้นำนักเตะดังในยุคนั้นมาฝึกสอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ

ในปี 2509 ราชประชานุเคราะห์ยังมีแต่ชื่อ ยังไม่มีนักฟุตบอลเป็นของตัวเอง ราชประชานุเคราะห์ริเริ่มด้วยการเป็นทีมเยาวชนของสโมสรตำรวจ นักฟุตบอลส่วนใหญ่ในยุคริเริ่มนั้นเป็นนักฟุตบอลของทีมตำรวจ โค้ชคนแรกของราชประชาคือ อ.เดือน ดารา โดยมีรุ่นพี่ทีมตำรวจ อาทิเช่น ณรงค์ สังข์สุวรรณ, ยรรยง ณ หนองคาย, โกวิท เพ็งลี, ยงยุทธ ชูสรานนท์, สมชาย คล่องอักขระ และไพศาล บุพศิริ คอยประคับประคองรุ่นน้อง

รายชื่อนักฟุตบอลทีมราชประชานุเคราะห์ยุคบุกเบิกมีดังนี้

นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์
(ลูกชายโค้ช)
ปรีดา บุญมา มาโนช หมั่้นกิจการ เกรียงศักดิ์ วิมลเศรษฐ์
พัลลภ มะกล่ำทอง วันชัย เหลืองไพฑูรย์ เชาว์ อ่อนเอี่ยม บุญเลิศ นิลภิรมย์
ทรงไทย สหวัชรินทร์ วิวัฒน์ ยุทธวีระวงศ์ สมเกียรติ อินทรษร ถาวร โลหิตโยธิน
สหัส พรสวรรค์ ทินกร แพทย์เจริญ อาจินต์ พฤกษธรรมโกวิท วิกรม พุทธวัฒนะ
โกศล โพโต "ไอ้เหม็น"ประพนธ์ ตันตริยานนท์  
   
พ.ศ.2510 สโมสรกีฬาราชประชานุเคราะห์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเนื่องจากได้ทีมพี่ที่ เป็นแบบอย่างที่ดีอย่างสโมสรตำรวจ ในปีนี้ อ.เดือน ดารา ได้หานักเตะมาเสริมทัพอีกหลายคนได้แก่

นิวัฒน์ เจียรวิริยะกุล มาโนช อโนมะศิริ ประเสริฐ วงศ์วรการ ไพรฤทธิ์ ผังดี
สมชาย ชวะเดช ประยูร เสชนะ สมทรง หุ่นฉายศรี เชิดศักดิ์ ชัยบุตร
สมพร จรรยาวิสูตร ฉัตรชัย โชยะสิทธิ์ บุญเลิศ เอี่ยวเจริญ วันชัย ยอดยศศักดิ์
ฤทธิ์ ชมน้อย      

พร้อมกันนั้นยังได้ดันรุ่นพี่ที่อายุเกินขึ้นจากปีที่แแล้วทั้งหมดขึ้นไป เล่นให้กับสโมสรตำรวจในระดับถ้วย ก. และ ข.
   

 
กำเนิดราชประชา  

พ.ศ.2511 สโมสรราชประชานุเคราะห์ได้แชมป์เยาวชนแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรกในประวัติ ศาสตร์สโมสร ซึ่งรายนามนักฟุตบอลเยาวชนชุดปฐมฤกษ์ขอจารึกไว้เป็นหลักฐานดังนี้

1. วิวัฒน์ ยุทธวีระวงศ์ 6. นิวัฒน์ เจียรวิริยะกุล 11. วิกรม พุทธวัฒนะ 16. ฉัตรชัย โชยะสิทธิ์
2. มาโนช อโนมะศิริ 7. ประเสริฐ วงศ์วรการ 12. ทินกร แพทย์เจริญ 17. บุญเลิศ เอี่ยวเจริญ
3. วันชัย เหลืองไพฑูรย์ 8. ไพรฤทธิ์ ผังดี 13. อาจินต์ พฤกษธรรมโกวิท 18. วันชัย ยอดยศศักดิ์
4. สมชาย ชวะเดช 9. ประยูร เสชนะ 14. เชิดศักดิ์ ชัยบุตร 19. ฤทธิ์ ชมน้อย
5. สมทรง หุ่นฉายศรี 10. สหัส พรสวรรค์ 15. สมพร จรรยาวิสูตร  

เพียงไม่กี่เดือนหลังจากความสำเร็จของทีมน้อง ทีมพี่ สโมสรตำรวจ ก็สามารถคว้าถ้วยพระราชทานประเภท ก. มาได้เป็นสมัยที่ 2 ซึ่งตอนนั้น นักเตะหลายคนก็เล่นให้กับทั้งตำรวจและราชประชานุเคราะห์ โครงการลูกเสือราชประชานุเคราะห์ก็พลอยประสบความสำเร็จไปด้วย เนื่องจากนักฟุตบอลชื่อดังทั้งหลายได้ไปเป็นวิทยากรอบรมให้แก่ลูกเสือ

จากการทำงานอย่างจริงจังของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ในขณะนั้น สื่อมวลชนทั้งหลายต่างพากันขนานนามท่านว่า "หม่อมลูกหนัง" หรือ "คุณชายลูกหนัง" ฉายานี้เป็นที่รู้กันในวงการฟุตบอลไทยตราบจนทุกวันนี้

สโมสรกีฬาราชประชานุเคราะห์ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2511 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นประธานในงานฟุตบอลการกุศล เพื่อช่วยเหลือวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช ฟุตบอลนัดพิเศษในครั้งนี้เป็นการพบกันระหว่าง สโมสรทหารอากาศ แชมป์ฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ก. ปี 2510 และสโมสรฟุตบอลมูลินิธิราชประชานุเคราะห์ แชมป์เยาวชนแห่งประเทศไทย ฟุตบอลนัดพิเศษนัดนี้ถือเป็นการพบกันระหว่าง ทีมเก๋าแห่งยุคอย่างทหารอากาศ ดีกรีแชมป์ ถ้วย ก. 10 สมัย ปะทะกับทีมพลังหนุ่ม คลื่นลูกใหม่แห่งวงการฟุตบอลไทย โดย ราชประชานุเคราะห์เฉือนชนะไปได้อย่างสนุก 1 - 0 หลังจบการแข่งขัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานถ้วยกำเนิดสโมสรกีฬาราช ประชานุเคราะห์ สโมสรราชประชานุเคราะห์จึงได้ถือเอาวันประวัติศาสตร์นี้เป็นวันกำเนิดสโมสร อย่างเป็นทางการ

ณ วันนั้ัน ฝ่ายบันเทิงของงานได้ร้องนำเพลง "สดุดีมหาราชา" เป็นครั้งแรก เพลงสดุดีมหาราชานั้น พล.ต.ต.มรว.เจตจันทร์ ประวิตรได้ขอให้ ครูละมูล อติพยัคฆ์, ชาลี อินทรวิจิตร, สมาน กาญจนผลิน และ สุรัตน์ พุกกะเวส ประพันธ์คำร้องและทำนอง เพลงสดุดีมหาราชาได้ดำรงอยู่เพื่อเชิดชูพระบารมีจนกระทั่งปัจจุบัน

การแข่งขันฟุตบอลครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น โดยเก็บรายได้ค่าผ่านประตูร่วม 2 ล้านบาท และทำให้ราชประชานุเคราะห์เป็นที่รู้จักแก่ทุกคน ผู้คนที่มาชมราชประชานุเคราะห์เตะที่สนามศุภัชลาศัย ไม่มีทางรู้เลยว่า โฉมหน้าของวงการฟุตบอลไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เคยมีมาก่อน

   

ด้วยลำแข้งของตัวเอง  
 
 
 
พ.ศ. 2512 จากความโด่งดังของราชประชานุเคราะห์ภายหลังพิชิตทหารอากาศในฟุตบอลนัดพิเศษ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เชิญราชประชานุเคราะห์เข้าร่วมแข่งขันถ้วยพระราชทานประเภท ก. โดยไม่ต้องเริ่มไต่ชั้นจากถ้วยพระราชทานประเภท ง. ด้วยเหตุนี้เอง ราชประชานุเคราะห์จึงได้แยกตัวออกจากทีมตำรวจ เนื่องด้วยทีมตำรวจเองก็ร่วมแข่งขันในถ้วยพระราชทานประเภท ก. เช่นกัน ผลงานในปีแรกของราชประชานุเคราะห์ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจาก ทีมพี่-ทีมน้อง ต้องแยกตัวออกจากกัน

นอกจากนี้แล้ว ราชประชาจำต้องเสียนักเตะถึง 2 คือ นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ และ พัลลภ มะกล่ำทอง ที่สอบตำรวจไม่ผ่าน ทำให้ทั้งสอง ต้องย้ายสโมสรเพื่ออนาคต เพื่อหางานประกอบอาชีพอื่นต่อไป
   
พ.ศ.2513 หลังจากเสีย นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ ปีกขวาตัวเก่งไปแล้ว ราชประชานุเคราะห์ต้องเสีย อ.เดือน ดารา ที่รัฐบาลลาวเชิญให้ไปเป็นโค้ชทีมชาติลาว ราชประชานุเคราะห์เริ่มลิ้มรสความล้มเหลว หลังจากแพ้ไม่เป็นท่าในการแข่งขัน ถ้วย ก. ในเดือนกรกฎาคม ราชประชาเข้าร่วมการแข่งขันควีนสคัพครั้งที่ 1 และตกรอบแรกอีกเช่นกัน ท่านประธานสโมสรจึงได้เดินทางไปเยอรมันตะวันตก เพื่อติดต่อให้ กุนเธ่อร์ กลอมบ์ เข้ามาเป็นโค้ชต่างชาติคนแรกของราชประชานุเคราะห์ และในปีเดียวกันนั้นเอง ราชประชาฯ ก็ได้นักเตะต่างชาติคนแรกของทีมเข้ามาเสริมทัพในตำแหน่งปีกขวาคือ "ไอ้งูเก็งกอง" เพ็ญพัฒน์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักเตะชาวกัมพูชาที่ลี้ภัยมาจากสงครามกลางเมือง ปัจจุบัน เพ็ญพัฒน์ วงษ์สวรรค์ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส

ปลายปี 2513 ราชประชาฯ เดินทางออกต่างประเทศเป็นครั้งแรก หมายว่าจะพัฒนาวิชาลูกหนังด้วยการไปฝึกซ้อมและเตะอุ่นเครื่องกับสโมสรอาชีพ ในฮ่องกง และในช่วงนั้น ราชประชาได้ โรจนะ สมุนไพร มาเสริมในตำแหน่งผู้รักษาประตูอีกหนึ่งคน
 








พ.ศ.2514 ผลจากการเก็บตัวที่ฮ่องกง ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ราชประชาฯ ตกรอบแรก ถ้วย ก. และเดือนตุลาคม ก็ตกรอบแรกใน ควีนสคัพครั้งที่ 2 อีกเช่นกัน พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ทนดูความพ่ายแพ้ ของทีมไม่ไหว จึงตัดสินใจทุ่มเงินก้อนใหญ่ส่งราชประชานุเคราะห์ยุกชุดทั้งหมด 29 คนไปฝึกที่เมือง ออกัสเบิร์ก ประเทศเยอรมันตะวันตก เป็นเวลา 2 เดือนเต็ม ในช่วงเดือนพฤศจิกายน- ธันวาคม
   

แชมป์แรกของชาวชฎา  
 
 

 

 
   
พ.ศ. 2515 ราชประชานุเคราะห์ที่พึ่งกลับจากเยอรมันมาสดๆร้อนๆ อัดแน่นด้วยวิทยายุทธ์ลูกหนังสไตล์ยุโรป เรียกได้ว่าไม่เคยมีสโมสรใดในเมืองไทยทำมาก่อนได้ประกาศศักดาความแชมป์ถ้วย พระราชทานประเภท ก. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรทันที โดยชนะการท่าเรือในนัดชิงชนะเลิศ 2-1 ทว่าเท่านั้ันยังไม่พอ ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ราชประชาฯ ก็ประกาศศักดาคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพมาครองได้อีกหนึ่งใบ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังไทยที่มีทีมคว้าตำแหน่ง "ดับเบิลแชมป์" ราชประชาฯ เป็นทีมแรกที่สามารถนำถ้วยของทั้ง 2 พระองค์ คือ ถ้วยพระราชทานประเภท ก. ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถ้วยพระราชทานควีนส์คัพของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ มาประดิษฐานอยู่ ณ สโมสร

ราชประชาฯทำได้ทั้งๆที่พึ่งก่อตั้งสโมสรมาไม่ถึง 10 ปี นักเตะที่มีชื่อติดปากที่สุดในยุคนั้นคงจะหนีไม่พ้น "ไอ้เหม็น" ประพนธ์ ตันตริยานนท์ ศูนย์หน้าจอมกวน เครื่องหมายการค้าของราชประชาฯ ที่แฟนบอลยุคเก่าไม่เคยลืม

จากความสำเร็จของทีมราชประชาฯในยุคนี้ ทำให้นักเตะราชประชาติดธงไตรรงค์ยกทีม นอกจากนั้นแล้ว เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2515 ทีมซานโต้ส โคตรทีมลูกหนังแห่งบราซิล นำโดย "ไข่มุกดำ" เปเล่ เดินทางมาเมืองไทยครั้งแรก เพื่อลงฟาดกับทีม กรุงเทพฯ 11 ที่สนามศุภชลาศัย นักเตะราชประชานุเคราะห์ 8 คน ได้รับเกียรติลงสนาม ฟาดแข้งกับนักเตะระดับโลก 8 นักเตะราชประชานุเคราะห์ได้แก่

ณรงค์ สังข์สุวรรณ โรจนะ สมุนไพร ไพรฤทธิ์ ผังดี ประพนธ์ ตันตริยานนท์
เพ็ญพัฒน์ วงษ์สวรรค์ วันชัย เหลืองไพฑูรย์ ประยูร เสชนะ อาจินต์ พฤกษธรรมโกวิท

ผลการแข่งขันเป็นไปตามคาดเนื่องจากเจอกับทีมระดับโลก กรุงเทพฯ 11 พ่ายไป 1-6 คนที่ดีใจที่สุดในวันนั้นเห็นจะเป็น "ไอ้เหม็น" ประพนธ์ ตันตริยานนท์ ในฐานะที่เป็นคนไทยคนแรก และคนเดียวที่ยิงประตูทีมซานโต้สได้
 

 


จากราชประชานุเคราะห์สู่ราชประชา  
 
 
พ.ศ. 2516 ได้แชมป์นั้นยากเย็นแค่ไหน รักษาแชมป์ไว้ย่อมยากยิ่งกว่า ราชประชาฯ รักษาแชมป์ถ้วย ก. ไว้ได้อีกครั้งเมื่อต้นปี 2516 แต่ทว่าในปีนี้ ทีม "ชาววัง" ราชวิถีเป็นทีมที่มาแรงมาก และเป็นคู่ต่อกรตัวสำคัญของราชประชาฯ แชมป์ถ้วย ก. ปีนี้จึงเข่นกันไม่ลงทำให้สองทีม "ราช" ต้องแบ่งถ้วยกันไปครองคนละครึ่งปี

ไม่กี่เดือนถัดมา ราชประชาฯ ก็เผชิญกับจุดผกผันครั้งสำคัญ เมื่อ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ต้องย้ายจากการเป็นผู้บัญชาการตำรวจดับเพลิงเข้าประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ราชประชาฯเริ่มระส่ำระส่าย นักเตะหลายคนย้ายออกจากทีม สัมฤทธิ์ (ประยูร) เสชนะ และ ไพรฤทธิ์ ผังดี ย้ายไป ธ.กรุงเทพ เชิดศักดิ์ ชัยบุตร, สมพร จรรยาวิสูตร และ วิกรม พุทธวัฒนะ ย้ายไปการท่าเรือ บุญเลิศ เอี่ยวเจริญ ย้ายไป ธ.กรุงศรีอยุธยา

ทุกอย่างดูจะเลวร้ายลงเรื่อยๆเมื่อ พ.ต.อ.แวน สุขวัจน์ ผู้บัญชากรตำรวจดับเพลิงคนใหม่ สั่งย้ายนายตำรวจที่เป็นนักฟุตบอลราชประชานุเคราะห์ทั้งหมดไปอยู่ภูธร เช่น ร.ต.ท. ณรงค์ สังข์สุวรรณ ถูกย้ายไปเชียงราย ร.ต.ต. ยรรยง ณ หนองคาย ถูกย้ายไปยะลา ฯลฯ นักเตะหลายคนเห็นว่าเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ อนาคตการเป็นตำรวจและนักฟุตบอลควบคู่กันไป เห็นจะเป็นไปไม่ได้ นักเตะเช่น สหัส พรสวรรค์, ทินกร แพทย์เจริญ, วันชัย ยอดยศศักดิ์ และ ประเสริฐ กฤษณะมิตร จึงตัดสินใจลาออกจากตำรวจทันที

ต่อมา พล.ต.อ. ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ ก็เข้าใจในสถานการณ์ดี จึงสั่งย้ายนักฟุตบอลทั้งหมดกลับกรุงเทพฯ ราชประชานุเคราะห์จึงพอเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้าง ปีนี้ราชประชาฯจึงตัดสินใจไม่ส่งทีมเข้าแข่งขันควีนส์คัพ เนื่องจากทีมกำลังมีปัญหา ต้องรอเวลาสร้างทีมใหม่

"โค้ชเทวดา" อ.ประวิทย์ ไชยสามได้เข้ามารับหน้าที่คุมทีมต่อจาก กุนเธ่อร์ กลอมบ์ ที่ขอไปทำกิจการของตัวเอง และในปีเดียวกันนั้นเองสโมสรราชประชานุเคราะห์ได้แยกตัวจากมูลนิธิราช ประชานุเคราะห์ และได้เปลี่ยนชื่อสโมสรใหม่เป็น "สโมสรกีฬาราชประชา" ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการบริหารงานด้านบัญชี ที่ไม่จำเป็นจะต้องผ่านมูลนิธิอีกต่อไป เมื่อแยกตัวแล้วสโมสรจึงมีความอ่อนตัวมากขึ้นในการทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยไม่ต้องขึ้นกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์เพียงมูลนิธิเดียว
   

ทีมพัฒนาเยาวชน-กำลังสำคัญของทีม ชาติแห่งยุค  
 
 
พ.ศ.2517           ราชประชาต้องสร้างทีมขึ้นมาใหม่ หลังจากเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เมื่อปีก่อน ผลงานทั้งในถ้วย ก. และควีนสคัพจึงไม่ประสบความสำเร็จ เท่าที่ควร

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ราชประชาก็ตัดสินใจในสิ่งที่ถูก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุด ในประวัติศาสตร์สโมสร ราชประชาได้จัดตั้งทีมมูลนิธิพัฒนาเยาวชนขึ้นในปี พ.ศ. 2517 ด้วยความที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง ราชประชาเกิดได้จากการเป็นทีมเยาวชน ของทีมตำรวจ บัดนี้ราชประชามีโครงสร้างที่ใหญ่พอ เห็นสมควรที่จะมีทีมเยาวชนของตนเอง ทีมพัฒนาเยาวชนจึงกลายเป็นต้นแบบให้กับปรัญชาที่สำคัญที่สุดของราชประชา คือการ ฝึกฟุตบอลให้เยาวชนควบคู่ไปกับการศึกษา ราชประชานำเด็กจากต่างจังหวัดมาร่วมกินอยู่กับพี่ๆ ชุดใหญ่ เรียนรู้และซึมซับวิชาลูกหนังโดยมีพี่ๆเป็นผู้ดูแล พร้อมๆไปกับการศึกษาในระดับปริญญาตรี

นักเตะที่เข้ามาเสริมทีมพัฒนาเยาวชน และ ทีมราชประชาในปี พศ. 2517 ได้แก่

วศิณ มาศพงษ์ นิกร อวิรุธไพบูลย์ ประพันธ์ เปรมศรี บัณฑิต โสตถิโยธิน
สมภพ วรรณโก ประพนธ์ พงษ์พานิช วิทยา เลาหกุล วรวรรณ ชิตะวณิช
สุนทรา กล้าณรงค์ สุทิน ไชยกิตติ สุรัก ไชยกิตติ อภินันท์ ผุลละศิริ
มาด๊าด ทองท้วม      
   
พ.ศ.2518 เมื่อทีมอยู่ในช่วงที่กำลังต้องการการพัฒนา พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ได้ตัดสินใจส่งราชประชาไปฝึกที่เยอรมันตะวันตกอีกครั้ง และขณะเดียวกันก็ส่ง ร.ต.ท. ยรรยง ณ หนองคาย ไปเรียนโค้ชฟุตบอลเพิ่มที่อังกฤษ ตอนนั้นเมืองไทยจึงมีโค้ชคู่แฝดคือ ร.ต.ท.ยรรยง ณ หนองคาย กับ ประวิทย์ ไชยสาม ส่วน กุนเธ่อร์ กลอมบ์ นั้น ได้อำลาราชประชาไปอย่างถาวรในปีนี้พร้อมกับมอบรองเท้าทองคำให้ราชประชาไว้ เป็นที่ระลึก

สำหรับปีนี้ ควีนส์คัพ งดจัด เพราะมีวิกฤตการณ์ทางการเมือง แต่ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้เพิ่มการแข่งขันขึ้นมาอีก 1 รายการคือ การแข่งขันฟุตบอล เอฟ เอ คัพ ซึ่งราชประชาก็สร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์เป็นทีมแรกของรายการ แต่ตอนนั้นใช้ชื่อว่า ทีมพัฒนาเยาวชน
   
พ.ศ.2519 ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ถึงแม้ปีนี้จะยังไม่ประสบความสำเร็จใน ถ้วย ก. แต่ทีมพัฒนาเยาวชนก็ป้องกันแชมป์ เอฟ เอ คัพได้สำเร็จ กลายเป็นแชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน สำหรับควีนส์คัพ ราชประชากรุยทางเข้าไปถึงรอบตัดเชือกได้ แต่ก็ต้องพ่ายให้กับทีม ยันม่าร์ ดีเซล 0-1 โดยยันม่าร์มี คูนิชิเง่ กามาโมโต้ คุมทีมมาเอง ราชประชาต้านไม่อยู่เลยพ่ายไป ราชประชาลงเอยได้อันดับ 3 ร่วมกับการท่าเรือ หลังจากหมดเวลา เสมอกัน 2-2

ในระหว่างที่ยันม่าร์เตะกับราชประชานั้น ฟอร์มของกองกลางจอมทัพอย่าง วิทยา เลาหกุล ก็ไปเตะตาโค้ช กามาโมโต้เข้า ราชประชาจึงต้องเสียวิทยาที่จะไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่น
   
พ.ศ.2520 ปีนี้ราชประชาตกรอบแรกทั้งถ้วย ก. และ ควีนส์คัพ แต่ทีมเยาวชนก็ยังกู้หน้าคว้าแชมป์ไว้ได้ นักเตะเยาวชนชุดนั้นได้แก่

สมปอง นันทประภาศิลป์ อาคม เจือสุวรรณ มาด๊าด ทองท้วม ครรชิต ดอกไม้คลี่
ชัยยุทธ บัวผิวเผื่อน ศักดริน ทองมี สุทธิพงษ์ วุฒิสุพงษ์ วิรุฬ ทองพิลา
กสินสาร โสมี กุลบัณฑิต วรราช ทวีศักดิ์ ทองมี สนธิศักดิ์ บุญเรืองขาว

ล้วนเป็นเด็กที่ อ. ประวิทย์ ไชยสามปั้นขึ้นมาทั้งสิ้น
   
พ.ศ.2521 ถ้วย ก. ยังไกลเกินเอื้อมสำหรับราชประชา เนื่องจากเด็กใหม่ ประสบการณ์ยังเป็นรองทีมอื่นอยู่มาก แต่โค้ชประวิทย์ ไชยสาม ก็สามารถกู้หน้าราชประชาได้ด้วยการคว้าแชมป์เยาวชนได้อีกสมัยหนึ่ง สื่อมวลชนต่างลงความเห็นกันว่าทีมชุดนี้อนาคตไกลแน่ ซึ่งก็เป็นอย่างที่สื่อมวลชนคาดเดาไว้ นักเตะหลายคนในทีมพัฒนาเยาวชนได้เติบโตขึ้นไปเป็นกำลังหลักของทีมชาติ

ราชประชามีเรื่องน่าปวดหัวให้กังวลในการแข่งขันควีนส์คัพ ตอนนั้นราชประชาอยู่ร่วมสายกับ ม.ฮานยาง และ ฮากกา นัดแรกราชประชาเสมอกับฮานยาง 1-1 ต่อมาฮากกาเกิดพลิกล็อกเสมอฮานยางได้ 0-0 หากฮากกาเสมอราชประชาตั้งแต่ 2-2 ขึ้นไป ฮานยางจะตกรอบทันที มูลนิธิควีนส์คัพจึงตั้งกรรมการสอบสวนพฤติกรรมของราชประชาและฮากกา ผลปรากฏว่า ราชประชาเสมอฮากกา 3-3 คณะกรรมการจึงสั่งลงโทษห้ามราชประชาเข้าร่วมควีนส์คัพเป็นเวลา 1 ปี ทั้งที่ความจริงแล้ว ทีมอย่างราชประชามีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีน้ำใจนักกีฬา และไม่เคยมีวันคิดที่จะเล่นเพื่อเสมอ ถึงแม้ราชประชาจะผ่านเข้ารอบได้จนไปชิงชนะเลิศ แต่ก็ต้องผิดหวังพ่ายการท่าเรือ 1-3 ได้แค่ตำแหน่งรองแชมป์
   
พ.ศ.2522 ดูจะเป็นปีที่เงียบที่สุดของราชประชา เนื่องจากราชประชาถูกแบนในควีนส์คัพ ส่วนถ้วย ก.ก็ไม่ประสบความสำเร็จ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร จึงสั่งให้โค้ชประวิทย์ และโค้ชยรรยง เคี่ยวลูกทีมอย่างเดียว โดยส่งขึ้นไปฝึกที่ อ.ปากช่อง เป็นระยะๆ ตอนนั้นกองกลางตัวกลั่นของทีมอย่าง วิทยา เลาหกุล ก็ได้ลาราชประชาไปเล่นฟุตบอลอาชีพในบุนเดสลีกาเยอรมันด้วย แผงกลางราชประชาจึงอ่อนลงไปมาก ยังดีที่มีดาวรุ่งดวงใหม่อย่าง วรวรรณ ชิตะวณิช มาช่วยเสริม วรรวรรณเองก็ยังเป็นดาวรุ่ง ต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะกลายเป็นหัวใจในแดนกลางเช่น วิทยา
   
 
พ.ศ.2523 หลังจากฟิตซ้อมเก็บตัวอยู่หลายครั้งที่ปากช่อง ราชประชาก็สามารถ คว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานประเภท ก. ได้เป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยลูกตีลังกายิงสุดสวยของ มาด๊าด ทองท้วม รายชื่อนักฟุตบอลชุดแชมป์ถ้้วย ก. ได้แก่

วศิณ มาศพงศ์ ประพันธ์ เปรมศรี อาคม เจือสุวรรณ ชัยยุทธ บัวผิวเผื่อน
มาด๊าด ทองท้วม วิรุฬ ทองพิลา สุทิน ไชยกิตติ สุรัก ไชยกิตติ
ครรชิต ดอกไม้คลี่ บัณฑิต สถิตโยธิน สมภพ วรรณโก ประพนธ์ พงษ์พานิช
สุนทรา กล้าณรงค์ วรวรรณ ชิตะวณิช กู้เกียรติ เอี่ยวเจริญ  

นอกจากนั้นแล้วโค้ชคู่ ยรรยง ณ หนองคาย และ ประวิทย์ ไชยสาม ยังพาเยาวชนราชประชาคว้าตำแหน่งชนะเลิศเยาวชนอีกหนึ่งสมัย โดยต้อนทีม เขียว-ขาว ทีมในเครือเดียวกันไปอย่างหายห่วง 5-0 รายนามนักฟุตบอลเยาวชนราชประชามีดังต่อไปนี้

ชาตรี คุปตะวณิช อนุสรณ์ พุฒขาว ดำริ นาคศรีสุข สมชาย ทรัพย์เพิ่ม
ทวีศักดิ์ ทองมี มานิตย์ หงษ์ขจร สมมาศ ทองเจริญ สถาพร เจียมจิตต์
สามารถ ขุนเทพ นรินทร พันธารี บุญมี รุ่งเรือง  

ส่วนควีนส์คัพนั้นราชประชาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยพ่ายพลิกล็อกต่อ ราชวิถี 1-2 ตกรอบแรกไปอย่างน่าเสียดาย
   
 
พ.ศ.2524 ในถ้วย ก. ราชประชามีปัญหาต่อเนื่องมาจากควีนส์คัพคือ เด็กที่ขึ้นมาเสริมนั้นแข่งแกร่งไม่พอ จึงไม่สามารถรักษาแชมป์ไว้ได้ ราชประชาหมายมั่นปั้นมือว่าจะแก้ตัวให้ได้ในควีนส์คัพ เนื่องจากราชประชาเป็นเจ้าภาพ และก็ทำได้ดังใจหมาย ราชประชาคว้าแชมป์ควีนส์คัพเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการชนะทีม เทียนเสิน จากจีน ไปได้ 1-0 จากลูกโหม่งของสุนทรา กล้าณรงค์
   
 
พ.ศ.2525 ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพที่ได้มาเมื่อเดือน ตุลาคม ปีที่แล้ว ยังไม่ทันอุ่น ราชประชา ก็คว้าถ้วยพระราชทานประเภท ก. มาไว้ที่บ้านคลองประปาได้อีก 1 ใบ นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ที่ราชประชาอัญเชิญ 2 ถ้วยศักดิ์สิทธิ์ของทั้ง 2 พระองค์มาไว้้ที่บ้านคลองประปา หลังจากที่เพียรพยายามมาถึง 10 ปีเต็ม
เท่านั้นยังไม่พอ ราชประชายังได้รับเชิญให้เข้าร่ามการแข่งขัน ตูกูมูด้า คัพ ที่ เกาะเซมารัง อินโดนิเซีย ราชประชาไปประกาศศักดาเจ้าลูกหนังอาเซียน ด้วยการคว้าแชมป์ทันทีในปีแรกที่ร่วมรายการ

ปี พ.ศ. 2525 จึงถือเป็นปีที่ยิ่งให้ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ตั้งแต่ก่อตั้งมาเป็นเวลา 15 ปี จึงขอจารึกรายชื่อราชประชาชุด "ทริปเปิ้ลแชมป์" ไว้เป็นประวัติศาสตร์ดังนี้

สมปอง นันทประภาศิลป์ นิกร อวิรุธไพบูลย์ มาด๊าด ทองท้วม ประพล พงษ์พานิช
ประพันธ์ เปรมศรี สมภพ วรรณโก สุนทรา กล้าณรงค์ วรวรรณ ชิตะวณิช
วิรุฬ ทองพิลา อภินันท์ ผุลละศิริ ชัยยุทธ บัวผิวเผื่อน สุทิน ไชยกิตติ
สุรัก ไชยกิตติ

ศักดริน ทองมี

สุทธิพงษ์ วุฒิสุพงษ์ กสินสาร โสมี
วิทยา ขุนเทพ กุลบัณฑิต วรราช พูนศักดิ์ สุพรหมอินทร์ ชาตรี คุปตะวณิช
ทวีศักดิ์ บุญมี สนธิศักดิ์ บุญเรืองขาว    

คุมทีมโดย 2 โค้ชที่กลายเป็นโค้ชคู่บารมีของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ไปแล้ว คือ อ.ประวิทย์ ไชยสาม และ ร.ต.อ. ยรรยง ณ หนองคาย
   
พ.ศ.2526 ปีที่แล้วราชประชาสร้างความเกรียงไกรไว้มาก มาปีนี้ลงแข่งอะไรก็กลายเป็นเต็งหนึ่งไปหมด ถ้วย ก. รอบแรก ราชประชาสอนบอลทหารบกไปอย่างท่วมท้น 5-0 แต่ไม่รู้เหตุอันใดราชประชาจึงต้องโคจรมาพบทหารบกอีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศ ปรากฏว่าเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ทีมรองบ่อนในขณะนั้นอย่างทหารบกเกิดพลิกเอาชนะราชประชาได้ 1-0

ราชประชาต้องไปป้องกันแชมป์ตูกูมูด้าคัพ ก็ปรากฏว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกับถ้วย ก. ราชประชาแพ้จุดโทษ ตูนัส อินติ ในนัดชิงชนะเลิศ 3-4 ทั้งที่รอบแรกราชประชาชนะ ตูนัส อินติ มาแล้ว 1-0

ในศึกควีนส์คัพ โอกาสสุดท้ายในการล่าแชมป์ของราชประชา ราชประชาไปไม่ถึงดวงดาว ได้แค่ที่ 3 ร่วมกับ ธ.กรุงเทพฯ

ยังดีที่ทีมเยาวชนสามารถกู้หน้าไว้ได้ ด้วยการชนะเลิศเป็นสมัยที่ 5 จำทำให้ปีนี้ถือว่าบ้านคลองประปาไม่ปราศจากถ้วยซะทีเดียว นักเตะราชประชาชุดแชมป์เยาวชนมีรายชื่อดังนี้
กิติยศ บูรณ์เจริญ อดุลย์ รุ่งเรือง ศักดิ์ชาย เนตรอาภา สาธิต จึงสำราญ
พันเลิศ บุญประสงค์ ดนัย ทองมี อำพล ปุณณเวส สมเกียรติ ละมัยกุล
พลรบ ปิ่นกระจาย

ทองรัตน์ ยะกุณะ

ถนอมบัวทอง นภดล ศิรินันท์
เสกสรร ถนอมศิลป์ ไพโรจน์ อรอินทร์ หาญชัย สุตัญตั้งใจ  
   
พ.ศ.2527 พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร มีภารกิจป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้ไม่มีเวลาดูแลทีม ท่านจึงโอนงานส่วนใหญ่ให้ ร.ท.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร บุตรชาย รับงานบริหารแทนในฐานะผู้จัดการทีม คนหนุ่มไฟแรงอย่าง ร.ท.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร ประเดิมผลงานอย่างสวยหรูด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ เอฟ เอ คัพ มาครองจากการเอาชนะสโมสร ไทยน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นผู้เล่นจากการท่าเรือยกทีมด้วยสกอร์ 2-0 โดยช่วงนี้เอง "ไอ้เฮง" วิทยา เลาหกุล ได้กลับมาจากเยอรมันตะวันตกแล้ว ทำให้แผงกลางราชประชานั้นแน่นปึ๊กขึ้นไปอีก
นอกจากนี้แล้ว โค้ชประวิทย์ ไชยสาม ยังได้เฟ้นหานักเตะมาเสริมอีกหลายคนได้แก่

ประทวน การรักเรียน นิวัติ กายเพ็ชร วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์ ประยงค์ พัฒน์ทอง
ภิญโญ แสงทอง วิทูล ดวงดี ขจร ปุญเวช  

ในต้นปี 2527 นี่เองที่ ร.ท.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร ได้ริเริ่มโครงการ "ราชประชา แกรด์ทัวร์" ราชประชาได้รับความอนุเคราะห์จาก คุณพรเทพ เตชะไพบูลย์ และสุราแม่โขง ที่มาช่วยสนับสนุนงบประมาณในการไปทัวร์ ตามจังหวัดต่างๆ โครงการนี้มีจุดประสงค์หลายประการ อาทิเช่น การออกไปสร้างแฟนคลับราชประชาตามจังหวัดต่างๆ, การช่วยเยาวชนตามต่างจังหวัดพัฒนาฝีเท้า การรวมทีมราชประชาอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงปิดฤดูกาล, การร่วมกันไปเที่ยว และพักผ่อนอย่างเป็นกันเองในหมู่นักฟุตบอล ราชประชาเริ่มด้วยการไปทัวร์ตามจังหวัดต่างๆ ในภาคกลางในช่วง เสาร์-อาทิตย์ และในเดือนกุมภาพันธ์ได้ไปทัวร์ยาวที่ภาคใต้

ราชประชานับได้ว่าเป็นสโมสรแรกในประเทศไทยที่มีสปอนเซอร์หน้าอกเสื้อ ซึ่งก็ได้แม่โขงนี่เอง ที่เริ่มติดตราที่หน้าอกเสื้อราชประชาในปีนี้

ในเดือนกรกฎาคม ราชประชาก็ไปสร้างชื่อในแดนอิเหนาอีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ ตูกูมูด้า คัพ เป็นสมัยที่ 2 โดยชนะทีม บันดุง 2-0 โดยครั้งนี้ ร.ท.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร คุมทีมไปด้วยตนเอง ทำเอาชาวชวาทึ่งเป็นอันมากที่สโมสรชื่อดังของเมืองไทยมีผู้จัดการหนุ่มไฟแรง มาบริหารงาน

 

 

 


นอกจากนั้นแล้ว เยาวชนราชประชายังสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้ ทำให้ราชประชาครองแชมป์เยาวชนเป็นสมัยที่ 6

ราชประชาประสบปัญหาทางการเงิน จึงตัดสินใจยุบทีมพัฒนาเยาวชน แต่อย่างไรก็ตาม เยาวชนซึ่งถือเป็นปรัชญาสำคัญคู่สโมสรนั้นเป็นสิ่งที่ราชประชาไม่สามารถที่ จะทิ้งได้ สุดท้ายราชประชาจึงตัดสินใจเดินหน้าต่อ ด้วยการสร้างทีมน้องขึ้นมาใหม่ คือ ทีมมูลนิธินวมราชานุสรณ์ แทนทีมพัฒนาเยาวชน ทำให้ราชประชาไม่เคยขาดทีมพี่-ทีมน้อง
   
พ.ศ.2528 ปีนี้ราชประชาก้าวสู่ยุคคอมพิวเตอร์อย่างเต็มตัว ร.ท.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร เริ่มป้อนข้อมูลผู้เล่นเข้าสู่คอมพิวเตอร์ เริ่มจัดตารางฝึกซ้อม และควบคุมการจ่ายเบี้ยเลี้ยงผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ราชประชา นำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในวงการฟุตบอลไทย

ถ้วย ก. ปีนี้ ราชประชาพ่ายในรอบตัดเชือก ต่อ ธ.กรุงเทพ 0-1 จึงได้อันดับ 3 ร่วมกับ ธ.กรุงไทย ส่วนควีนส์คัพ ปีนี้งดจัด เนื่องจากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 13 นักฟุตบอลไทยสามารถคว้าเหรียญทองมาได้อีกเช่นเคย โดยนักฟุตบอลส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มาจากที่อื่นใดนอกจากราชประชา

สำหรับราชประชาแกรนด์ทัวร์นั้น ปีนี้ราชประชา "แอ่วแหนือ" ที่แพร่, ลำพูน, เชียงราย และ เชียงใหม่ โดยมีดาราดังแห่งยุคอย่าง ปิยะพงษ์ ผิวอ่อนร่วมไปเป็นแขกรับเชิญด้วย
   
พ.ศ.2529 ราชประชาดูจะมีปัญหาอยู่นิดๆ เนื่องจากขาดกองหน้าฝีเท้าคม ซึ่งเรื่องนี้ ร.ท.ม.ล.สุปรีดี และ โค้ชประวิทย์ ตระหนักดี แต่ก็ยังไม่สามารถหานักเตะคุณภาพมาเสริมได้ ทำให้ราชประชาดูป้อแป้ไปถนัดใจ

เดือนเมษายน ราชประชาเข้าแข่งขันถ้วย ก. ซึ่งปีนี้ดูจะเป็นถ้วย ก. ที่ยาวนานกว่าทุกครั้ง ตั้งแต่จัดมา เพราะรอบแรกแบ่งออกเป็น 2 สายๆละ 7 ทีม เล่นแบบพบกันหมด ราชประชาเกือบเอาตัวไม่รอด แต่พอผ่านรอบแรกไปได้ก็ไปโลด ถึงแม้จะแพ้คู่ปรับเก่า ธ.กรุงเทพฯ ไป 0-2 แต่ก็มาชนะทั้ง ทหารบก และ ตำรวจได้อย่างสบาย อย่างไรก็ตาม ในสายตาแฟนฟุตบอลก็มองว่าราชประชาไม่น่าจะผ่านมาถึงรอบนี้ได้ แต่ราชประชาก็ยังอุตส่าห์พลิกชนะการท่าเรือ ในรอบรองฯ และหลุดเข้าไปชิงกับ ธ.กรุงเทพ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในนัดชิงชนะเลิศ ราชประชาพลาดลูกง่ายๆ ทวีศักดิ์ อัครเสลา เตะมุมไซด์โค้งแฉลบหัว สุรัก ไชยกิตติเข้าประตูไป ทำให้ราชประชาพลาดแชมป์ถ้วย ก. อย่างน่าเสียดาย

ความภูมิใจสูงสุดของราชประชาในปีนี้คือ การได้ลงฟาดแข้งกับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มหาอำนาจลูกหนังจากเกาะอังกฤษ นำโดย Kevin Moran วันนั้นแฟนบอลล้นสนามศุภฯ ด้วยความที่อยากจะชมฝีเท้าของยอดทีมจากอังกฤษปะทะ กับทีมดังแห่งยุคอย่างราชประชา ผลปรากฎว่า แมนฯ ยูฯ ชนะ 2-0 ถึงราชประชาจะแพ้ แต่ก็พิสูจน์ให้ แมนฯ ยูฯ เห็นว่า ราชประชาไม่ใช่หมูที่จะเคี้ยวง่ายๆ
   

ราชประชากับดรีมทีม  
 
 
2530-2537 ราชประชาเข้าสูยุคไม้ผลัดใบอีกครั้งเมื่อ สุทิน-สุรัก ไชยกิตติ, สมปอง นันทประภาศิลป์, วิทยา เลาหกุล และนักเตะหลายๆคน เริ่มทะยอยกันปลดระวางไปทีละคน 2 คน วรวรรณ ชิตะวณิช คอยอยู่ประคองรุ่นน้องอีกประมาณปี 2 ปี ก่อนที่จะไปเล่นฟุตบอลอาชีพในเดนมาร์ก หลังกลับจากเดนมาร์กแล้ว วรวรรณจึงได้ติดต่อให้เพื่อนร่วมทีมในเดนมาร์กมาเปลี่ยนบรรยากาศเล่นให้กับ ราชประชาบ้าง ราชประชาจึงกลายเป็นทีมที่มีนักฟุตบอล ชาวยุโรป หลายต่อหลายคน สร้างสีสันให้กับวงการฟุตบอลไทยเป็นอย่างมาก

ราชประชาเผชิญจุดพลิกผันอีกครั้งจากการเสียชีวิตของ "โค้ชเทวดา" โค้ชคู่บุญของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ที่ "หม่อมเจต" ให้ความไว้วางใจคุมทีมกว่า 10 ปี ราชประชาเริ่มมองหาโค้ชคนใหม่ โดยเน้นไปที่ "ลูกหม้อเก่า" ที่เคยเก็บเกี่ยวประสบการณ์ สมัยเล่นฟุตบอลให้กับราชประชา และเจริญเติบโตไปเป็นโค้ชชั้นเยี่ยมประดับวงการหลายต่อหลายคน ความเป็นราชประชาสำหรับโค้ชเหล่านี้ ไม่ต้องอธิบายมาก เพราะมีเลือดชฎาเข้มข้น บ่มเพาะมาตั้งแต่สมัยทีมพัฒนาเยาวชน ราชประชาในช่วงนี้จึงมีทีมงานโค้ชหลายชุดหลายคน ได้แก่ สุทิน ไชยกิตติ, สุรัก ไชยกิตติ, ปรีชา มาเจริญ, โอภาส สุภาพรรค, บูรณ์ ไชยสงคราม และ ยรรยง ณ หนองคาย ผู้ซึ่งลดบทบาทโค้ชลงไปตามอายุขัย

ด้านการพัฒนาเยาวชน ราชประชาไม่เคยไร้ดาวรุ่งฝีเท้าดี โดยยุคนี้ราชประชาปั้น คำรณ แก้วม่วง, ณรงค์ชัย เครือมา, สราวุธ สุขประเสริฐ, ยุทธนา พลศักดิ์,อนุพงษ์ พลศักดิ์, พัฒนพงษ์ ศรีปราโมช, พัทยา เปี่ยมคุ้ม และ "ปีกปลาร้า" สมาน ดีสันเที๊ยะ ขึ้นมาประดับวงการฟุตบอลไทย โดยนักเตะหลายคนได้ติดทีมชาติ ชุด "ดรีมทีม"

หลังจากหมดสัญญากับแม่โขง ราชประชาก็หันเข้าหา ฐานเศรษฐกิจ และ เบียร์สิงห์ในเวลาต่อมา

 

 

ราชประชาในยุคนี้ได้ครองแชมป์ยูคอม เอฟ เอ คัพ 2 สมัยคือในปี พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2537 หลังห่างหายจากความสำเร็จมานาน
นักเตะหลักของทีมยุคชุดนี้ได้แก่ ทรงกลด หมื่นนุปิง, สราวุธ สุขประเสริฐ, ยุทธนา พลศักดิ์, พัฒนพงษ์ ศรีปราโมช, พัทยา เปี่ยมคุ้ม, สมาน ดีสันเที๊ยะ, อิริค (วรมนต์) ไชยสงคราม, เนติ รอดวงษ์
   

ยูคอม-ราชประชา  
 
 
 2538-2540  
 
หลังจากที่ราชประชาคว้าแชมป์ฟุตบอล ยูคอม เอฟ เอ คัพ ราชประชาก็เข้าเจรจากับยูคอมเพื่อทำฟุตบอลอาชีพร่วมกันในนาม ยูคอมราชประชา ถึงราชประชาจะไม่ประสบความสำเร็จในช่วงนี้ แต่คุณภาพนักเตะราชประชาก็มิได้เป็นรองใคร เนื่องด้วยราชประชาเป็นแหล่งดึงดูดที่นักฟุตบอลคุณภาพหลายคนได้ย้ายเข้ามา ร่วมทีม

พ.ต.ม.ล.สุปรีดี ประวิตร ทุ่มเงินก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเพื่อซื้อตัว "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ศูนย์หน้าดรีมทีม นอกจากนั้นแล้วยังทุ่มเงินก้อนโตอีกก้อนหนึ่งเพื่อซื้อนักเตะทีมชาติหลายคน อาทิเช่น รุ่งเพชร เจริญวงศ์, วิฑูรย์ ถาวรหมื่น, ชูเกียรติ หนูสลุง, บทชาย พ้นยาก และ "ไรอัน กุ้ง" สุชิน พันธุ์ประภาส

ถึงจะไม่ประสบความสำเร็จ ราชประชายุคนี้แทบจะเรียกได้ว่าได้รองแชมป์มากที่สุด มากกว่าทีมไหนๆก็ว่าได้ ทั้ง เอฟ เอ คัพ ควีนส์คัพ และไทยลีกซึ่งเปลี่ยนมาจากถ้วย ก. เมื่อปี พ.ศ. 2539

ด้านการพัฒนาเยาวชน ราชประชาได้ดาวรุ่งอย่าง อภิเชษฐ์ พุฒตาล, กฤษณ์ ธนามี และ พิพัฒน์ ต้นกันยา มาเสริมทีมแต่ก็ไม่สามารถสอดแทรกตำแน่งตัวจริงของรุ่นพี่ได้
   

ลิ้มรสความเจ็บปวด  
 
 
พ.ศ.2541 สุทิน ไชยกิตติ ติดงานประจำที่ยูคอม จนกระทั่งไม่สามารถแบ่งเวลามาคุมทีมราชประชาได้ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร จึงมอบหมายให้ ท.พ.พิชัย ปิตุวงศ์ และ ธรรมวิทย์ ศิริธรรม รับหน้าที่ผู้ฝึกสอนแทน ผลงานในเลกแรกของไทยลีกนั้น ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ท.พ.พิชัย จึงได้ขอกราบลา พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตรไป
ในเลก 2 ราชประชาได้อดีตนักฟุตบอลยุคบุกเบิกอย่าง ทินกร แพทย์เจริญ มารับหน้าที่ผู้ฝึกสอน แต่ทว่าราชประชาชุดนี้ เข็นยังไงก็เข็นไม่ขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะศูนย์หน้าตัวดังอย่าง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองได้ย้ายไปค้าแข้งกับทีมปะหัง ที่มาเลเซีย

ราชประชาตกชั้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรเนื่องด้วยนักฟุตบอลรุ่นใหม่ ไม่สามารถเดินตามรอยเท้าอดีตนักฟุตบอลที่ปลงระวางไปได้ เมื่อการถ่ายเลือดใหม่ไม่สมบูรณ์ ราชประชาก็ต้องยอมรับชะตากรรม และลงแข่งในระดับดิวิชั่น 1
 
พ.ศ.2542

ปีนี้ราชประชาจำต้องปล่อย "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ไปล่าฝันฟุตบอลอาชีพกับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ราชประชาจึงเสริมทัพด้วย นักเตะจากสหรัฐอเมริกาคือ สตีฟ ทริตชู เซ็นเตอร์ฮาล์ฟซึ่งเคยเล่นอยู่ในสมัยยูคอมราชประชา ,เดนนิส อิบราฮิม และ ชาร์ล มากัส เครยูส หลัง-กลาง-หน้าอย่างละคน โดย บูรณ์ ไชยสงคราม อดีตลูกหม้อราชประชาที่ไปตั้งรกรากอยู่ในสหรัฐฯ ได้แนะนำนักเตะเหล่านี้ให้กับราชประชา ช่วงนั้นนักเตะไทยที่เข้ามาเสริมทีมก็มี วุฒิชัย น้อยวิบล, นคร รักษาขันธ์ และ ธงชัย สุขโกกี
ราชประชาลงเล่นดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ภายใต้การคุมทีมของ ทินกร แพทย์เจริญ หมายมั่นปั้นมือว่าจะกลับขึ้นไปเล่นลีกสูงสุดให้เร็วที่สุด ซึ่งปีนี้ก็เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรเช่นกันที่ สโมสรใช้สนามราชประชา สปอร์ต รีสอร์ท อ. ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นสนามเหย้า หลังจากที่ราชประชาไปสร้างสนามและเก็บตัวอยู่ที่นั่น นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสโมสรกว่า 30 ปี

ราชประชาจบดิวิชั่น 1 ด้วยอันดับ 3 เฉียดไปเล่น เพลย์ออฟ ขึ้นไทยลีกเพียงแต้มเดียว ถึงกระนั้นราชประชาก็ยังไว้ลายสิงห์บอลด้วยการคว้ารองแชมป์ เอฟ เอ คัพ และ รองแชมป์ ถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ ทั้งๆที่ นัดชิงของทั้งสองถ้วยห่างกันเพียงวันเดียวเท่านั้น ราชประชา แพ้ ธ.กสิกรไทย ในจังหวะที่ ภานุวัฒน์ ยินผัน หลุดกับดักล้ำหน้าของ ชูเกียรติ หนูสลุงไปได้ ธ.กสิกรไทยชนะ 1-0

สองวันต่อมา ราชประชาหมายมั่นว่าจะแก้ตัวให้ได้ในควีนส์คัพ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เนื่องจากความเหนื่อยล้าของนักเตะ ทำให้ราชประชาพ่าย ม.ฮานยางไป 1-3

   
พ.ศ.2543 ประพันธ์ เปรมศรี รับงานโค้ชต่อจากทินกร แพทย์เจริญ โดยปีนี้เยาวชนราชประชาประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ในการแข่งขันเยาวชนควีนส์คัพได้อันดับรองชนะเลิศ เนื่องจากราชประชาจับมือกับ พานิชการราชดำเนิน คลื่นลูกใหม่แห่งลูกหนังขาสั้น นักเตะเยาวชนหลายคนถูกดันขึ้นมาเล่นชุด ดิวิชั่น 1 ได้แก่ ปิยะพงษ์ หันเอียง, อภิชาติ บริสุทธิ์,ไพรัช ทับเกตุแก้ว, อนุชา กิจพงษ์ศรี, สยมภู เอียดพูล, ปณัย คงประพันธ์ และ "โก้" ดัสกร ทองเหลา โดย "โก้เล็ก" ดัสกรนั้น ใส่เสื้อเบอร์ 13 แทน "โก้ใหญ่" เกียรติศักดิ์ ทำเอาแฟนบอลหลายคนสงสัยว่านักเตะคนนี้เป็นใคร จึงจะคู่ควรกับ เบอร์ 13 ของ ซิโก้ ส่วนปีนั้นราชประชาพอหายห่วงในเรื่องศูนย์หน้าไปบ้าง เนื่องจากมี พิพัฒน์ ต้นกันยา ที่พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาช่วยทีมไว้

ราชประชายังไม่สามารถทำอันดับขึ้นไปเล่นไทยลีกได้ ส่วนควีนส์คัพก็ตกรอบแรก ทำให้ยักษ์หลับยังต้องรอต่อไป
   
 
พ.ศ.2544 ราชประชาพยายามผลักดันตัวเองสู่ความเป็นอาชีพอีกครั้ง ด้วยการทำสัญญากับ บริษัท เสริมสุข จำกัด ภายใต้ชื่อใหม่ว่า "เป๊ปซี่-ราชประชา" โดยใช้เครื่องแบบเดียวกับทีมโฆษณาเป๊ปซี่ ซึ่ง เดวิด เบ็คแฮม และโรนัลดินโญ่ ใส่ นอกจากนั้นเป๊ปซี่-ราชประชาได้ว่าจ้าง โค้ชคอสต้า จากสหรัฐอเมริกาเพื่อมาพัฒนาทีม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเตะเยาวชนที่ดันขึ้นมาใหม่
เป๊ปซี่-ราชประชา ถูกเชิญให้ร่วมแข่งขัน โบโดรอยด์ คัพ ณ แคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย และสามารถคว้าตำแหน่งรองแชมป์จากแดนภารตะมาได้ ภายหลัง โค้ชคอสต้า มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับชีวิตในประเทศไทย จึงได้ขออนุญาต พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ยกเลิกสัญญาไป ซ้ำร้ายราชประชายังเสียแบ็คซ้ายตัวเก๋าอย่าง ยุทธนา พลศักดิ์ ไปให้การท่าเรืออีกคนหนึ่งด้วย

ด้านการพัฒนาเยาวชน สัญญาระหว่าง พานิชยการาชดำเนิน กับ เป๊ปซี่-ราชประชานั้นหมดลง ทำให้สโมสรเสียนักเตะอย่าง ดัสกร ทองเหลา, สยมภู เอียดพูล และ ปณัย คงประพันธ์ ให้กับ บีอีซีเทโรศาสน แต่นักเตะหลายคนเช่น ปิยะพงษ์ หันเอียง, ไพรัช ทับเกตุแก้ว, อภิชาติ บริสุทธิ์ ก็ยังจงรักภักดีต่อสโมสร ขออยู่ร่วมชะตากรรมต่อไป

หลังจากผิดหวังกับนักเตะหลายคนที่ไม่ี่มีใจให้สโมสร เป๊ปซี่-ราชประชา ก็หวนหลับสู่นโยบายเดิม ด้วยการเปิดคัดตัวนักเตะจากภาคอีสานอีกครั้ง ที่ได้มาเสริมทัพคราวนี้ก็มี ยุทธจักร ก้อนจันทร์, เอกลักษณ์ ทองกริต, รังสรรค์ รูปเหมาะ, อรรถสิทธิ์ แถบสี, วิษณุ ไทยสูงเนิน, พอเจต คณะยอด, เทพรส เจริญผล, เอกพล เมืองโคตร, ประกอบ พรโสภิญ, อธิชัย สุขีภาพ, เฉลิมพล สระมูล และเกรียงไกร ปัดถาติ โดยมีรุ่นพี่คือ พิพัฒน์ ต้นกันยา, โชติพัฒน์ ขาวสังข์, และสถิติ แพงมาคอยเคี่ยวรุ่นน้อง ผลปรากฎว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยตกรอบแรกเยาวชนควีนส์คัพ


ท้ายฤดูกาล พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ตัดสินใจเสริมทัพด้วย เจสัน เพรคเตอร์ และ ไรอัน ไมน์ฮาร์ต 2 นักเตะสหรัฐฯ ไรอัน กลายเป็นกำลังสำคัญในแดนหลัง คู่กับ ชูเกียรติ หนูสลุง แต่กองหน้ายังไม่สามารถผลิตประตูได้ ถึงแม้ช่วงหนึ่งของฤดูกาล เกียรติศักดิ์ จะกลับมาจาก อาร์ม ฟอร์ซ แล้วก็ตาม ทีมจึงไม่ใกล้ฝันที่จะขึ้นไทยลีก ในรายการควีนส์คัพ ราชประชาตกรอบด้วยลูกกังขา ผู้ช่วยผู้ตัดสินไมย่อมยกธงล้ำหน้า เมื่อแผงหลังราชประชาดันขึ้นหลังจากเคลียร์ลูกเตะมุม คนงงกันทั้งสนามเพราะมันชัดเจนมากว่า กองหน้าทหารอากาศยืนล้ำหน้าโล่งๆ อยู่คนเดียว ทำให้ราชประชาตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย
   
พ.ศ.2545 ราชประชาเสียกำลังหลัก 2 คน คือ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และ ชูเกียรติ หนูสลุงให้กับ ฮองอัน ยาลาย ทีมเงินหนาจากเวียดนาม ซ้ำรายเป๊ปซี่ยังขอไม่ต่อสัญญากับราชประชาอีก โชคดีที่ ฉัตรชัย โชยะสิทธิ์ ได้เจรจากับ บริษัท รุก เป็นผลสำเร็จ ทำให้รุก เข้ามาสนับสนุนงบประมาณด้านเสื้อผ้าแทน แต่โดยรวมแล้วปีนี้ทุกอย่างจึงต้องเริ่มใหม่หมด จากดาวรุ่งที่มีอยู่ในทีม

สำหรับรายการเยาวชนควีนส์คัพ ราชประชาใช้นักเตะจาก โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนของ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร เอง คุมทีมโดย สมภพ สุขสมบัติ แต่ทีมนี้อายุเฉลี่ยเพียง 16 ปีเท่านั้น กระดูกยังสู้ทีมอื่นไม่ได้จึงตกรอบแรกไป
   
พ.ศ.2546 ในระหว่างช่วงปิดฤดูกาล พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตรตัดสินใจส่งกำลังหลักของราชประชาอีก 6 คน เพื่อไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในเวียดนาม ได้แก่ โชติพัฒน์ ขาวสังข์, พิพัฒน์ ต้นกันยา, ยุทธจักร ก้อนจันทร์, เอกลักษณ์ ทองกริต และเกรียงไกร ปัดถาติ แต่หลังจากไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากแดนเหงียนมาแล้ว นักเตะเหล่านี้ก็ไม่สามารถ ช่วยพาทีมขึ้นไทยลีกได้ ซ้ำร้ายทีมยังเริ่มลดระดับโดยจบฤดูกาลที่่กลางตารางพอดี


เหตุผลหนึ่งที่ทีมอ่อนลงไปก็คงเพราะการจากไปของ อภิเชษฐ์ พุฒตาล แบ็คขวาจอมบุก ที่ย้ายไปพนักงานยาสูบ
   
พ.ศ.2547 หลังจากที่นักเตะทั้ง 6 ไปสร้างความฮือฮาในเวียดนามกับ ฮองอัน ยาลาย ฟอร์มของ พิพัฒน์ ต้นกันยา และ ยุทธจักร ก้อนจันทร์ ก็ดันไปเตะตา ทีมบินดินห์ พล.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตรจึงต้องยอมปล่อย 2 นักเตะกำลังหลักของทีมไป "ขุดทอง" ด้วยสัญญายืมตัว จึงทำให้ราชประชาอ่อนยวบลงไปอีก ปีนี้ราชประชาเข็นยังไงก็เข็นไม่ขึ้น จึงตกชั้นจากดิวิชั่น 1 ต้องเล่นถ้วยพระราชทานประเภท ข.ในปีถัดไป

สำหรับรายการควีนส์คัพนั้น ยุทธจักรและพิพัฒน์ ได้กลับมาช่วยสโมสรในช่วงที่ลีกเวียดนามปิดฤดูกาล ปีนี้ พล.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ลองให้ ชูเกียรติ หนูสลุง และ อมร ยืนยง อดีตนักเตะราชประชาลองรับงานโค้ชเป็นครั้งแรก นอกจากนั้นแล้วยังมีการเสริมทัพนักเตะจากสหรัฐอเมริกาด้วย ผลปรากฏว่าถึงแม้ทีมจะมีความสามารถ แต่ก็เล่นเข้าขากันได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงทำให้ทีมตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไป
   
พ.ศ.2548 บรรยากาศในทีมเริ่มระส่ำระส่าย นักเตะหลายคนย้ายทีม เช่น สถิติ แพงมา ย้ายไป ขอนแก่น, พิพัฒน์ ต้นกันยา ย้ายไป บีอีซีเทโรศาสน, ปิยะพงษ์ หันเอียง, ไพรัช ทับเกตุแก้ว และ ไกรสร ศรียันต์ ย้ายไป ทหารบก
ราชประชาลงเล่นถ้วย ข.เป็นครั้งแรก แต่ไปตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายพลาดการขึ้นชั้นไปอย่างน่าเสียดาย
   

ก้าวสู่ยุคหน้า พัฒนาฟุตบอลไทย  
 
 
 
พ.ศ.2549 ราชประชาที่ดูเหมือนจะสิ้นหวัง ไร้ทางที่จะต่อกรกับทีมต่างๆ ในวงการฟุตบอลที่เงินเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ราชประชาที่เคยอยู่ได้เพราะแฟนบอลและความผูกพันของนักฟุตบอล ก็เงียบลงทันตาเห็น เมื่อวงการฟุตบอลไทยตกต่ำ เมื่อแฟนบอลส่วนใหญ่หันไปเชียร์ฟุตบอลต่างประเทศ

แต่แล้ววันหนึ่ง ชาวชฎาที่หลบซ่อนความกระหายซึ่งความสำเร็จ ก็ได้เฮกันลั่น เมื่อยักษ์หลับกำลังจะถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง เมื่อคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตผู้อำนวยการตลาดหลักทรัพย์ อาสาเข้ามาบริหารสโมสรแทน พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ คุณกิตติรัตน์อาสาเข้ามาลงทุนและลงแรง เพื่อชุบชีวิตอดีตทีมในดวงใจ

"บิ๊กแป๊ะ" ท่านถิรชัย วุฒิธรรม ได้กล่าวไว้ว่า "ผมรู้สึกดีใจแทนพี่หม่อมมาก ที่ราชประชาได้มีวันนี้ พี่หม่อมเจ็บปวด และเคยรับภาระมากแค่ไหนทุกคนก็คงทราบดี วันนี้ก็เหมือนมีอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยราชประชาไว้ ที่ทำให้ผมอดตื้นตันใจไม่ได้ก็คือ คนที่ขี่ม้าขาวนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นน้องที่ผมรักและชื่นชมในตัวเขามาก"

ราชประชายุคผ่าตัดใหม่นี้ เริ่มต้นโดยใช้ผู้เล่นจากอัสสัมชัญธนบุรี และผู้เล่นเยาวชนทีมชาติอายุไม่เกิน 19 ปีเป็นแกนหลัก อาทิเช่น ธีรศิลป์ แดงดา, รณชัย รังสิโย,วิสูตร บุญเป็ง, นฤพล อรมณ์สวะ, โชยชัย ชูชัย, กวิน ธรรมสัจจานันท์ และศักดรินทร์ จันทร์โยธา ราชประชาเฉียดเข้าใกล้ฟุตบอลลีกอีกครั้ง แต่ก็ต้อง "แพ้ดวงซ้ำ 2" เนื่องจากแพ้จุดโทษในนัดแบ่งกลุ่มกับ สกพ.กรุงเทพฯ ส่งผลให้ มีคะแนนเท่ากันกับทั้งทีมในกลุ่ม ราชประชาต้องโชคร้ายจับฉลากตกรอบอีก รอวันกลับขึ้นไปเล่นฟุตบอลลีกต่อไป

สำหรับรายการควีนส์คัพนั้น ราชประชาไม่มีความพร้อมในการแข่งขันรอบคัดเลือก สโมสรชลบุรีจึงรับอาสาลับแข้งรอบคัดเลือกในนามราชประชา ถึงแม้ว่าหลังจากที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง เข้ามาทำทีมแล้ว ราชประชาพอจะดูมีความพร้อมที่จะแข่งรอบสุดท้ายขึ้นมาบ้าง แต่ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ก็ตัดสินใจที่จะให้เกียรติกับชลบุรีในฐานะที่สามารถทำทีมผ่านเข้ารอบสุดท้าย ได้ และให้ชลบุรีเล่นรอบสุดท้ายต่อ นักฟุตบอลชลบุรีในเสื้อตราชฎา ไปไม่ถึงฝัน ตกรอบแรกควีนส์คัพ
   

สิ้นหม่อมเจต....หม่อมเป๊ป-บิ๊ก โต้งสานต่อ  
 
 
พ.ศ. 2550 6 เดือนเท่านั้นหลังจากที่ "หม่อมเจต" พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ได้โอนงานบริหารทั้งหมดให้กับ "บิ๊กโต้ง" กิตติรัตน์ ณ ระนอง ราชประชาก็เผชิญกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเมื่อ พล.ต.ต.ม.ร.ว.เจตจันทร์ ประวิตร ผู้ก่อตั้งและประธานสโมสรถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 71 ปี

ศิษยานุศิษย์มากมายเกือบพันคนพร้อมหน้าพร้อมตากันมาเคารพ "คุณชาย" เป็นครั้งสุดท้าย เหล่าแกนนำอดีตนักฟุตบอลและผู้บริหารได้ประชุมและเห็นพ้องต้องกันเป็น เอกฉันท์ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จะไม่ยอมให้ ราชประชาสิ้นตาม "คุณชาย" ไปด้วย ทุกคนพร้อมใจกันยกตำแหน่งประธานสโมสรให้ "หม่อมเป๊ป' พล.ต.ม.ล. สุปรีดี ประวิตร บุตรชาย ผู้ซึ่งโตมาพร้อมกับสโมสร หลังจากที่ "หม่อมเป๊ป" สัญญาต่อหน้าโกศของหม่อมเจตแล้ว ก็ได้ประกาศให้ บิ๊กโต้ง ทำหน้าที่ด้านบริหารต่อทันที ถึงวันนี้ ราชประชาไม่ใช่เพียงแค่สโมสรๆหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นตำนาน เป็นประวัติศาสตร์ และ เป็นอนาคตที่รุ่นต่อไปจะต้องสานต่อ ราชประชากลายเป็นปรัชญาและอุดมการณ์ที่วงการฟุตบอลไทยขาดไม่ได้

สำหรับปีนี้ควีนส์คัพงดจัดเนื่องจากฟุตบอลในประเทศนั้น หาโปรแกรมลงไม่ได้จริงๆ เพราะทีมชาติต้องร่วมแข่งทั้ง อาเซียนคัพ เอเชียนคัพ และ ซีเกมส์
สำหรับถ้วยพระราชทานประเภท ข. นั้น สมาคมไม่มีเวลาจัดอีกเช่นกัน จึงได้ยกยอดไปจัดในต้นปี 2551

เนื่องจากราชประชาไม่สามารถขึ้นชั้นไปเล่นดิวิชั่น 2 ได้ ราชประชาจึงจำใจต้องเสียนักฟุตบอลฝีเท้าดีเช่น ธีรศิลป์ แดงดา ให้ เมืองทอง-หนองจอก ยูไนเต็ด, ศักดรินทร์ จันทร์โยธาให้ บีอีซีเทโรศาสนฯ และ นฤพล อารมณ์สวะให้กับ โฮม ยูไนเต็ด

นอกจากนั้นแล้ว กิตติรัตน์ ณ ระนองได้เจรจาให้ราชประชาเป็นพันธมิตรกับ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยรับนักกีฬาราชประชาที่เรียนจบในระดับมัธยมศึกษาเข้าศึกษาวิชา คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาฟุตบอล วิชาที่เปิดใหม่ในมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อรองรับการขยายตัวของฟุตบอลในประเทศไทย ด้วยการร่วมกันเขียนหลักสูตรระหว่าง ราชประชา กับ ม.มหิดล
   
พ.ศ.2551 ราชประชาเปิดศักราชใหม่ด้วยการ เล่นถ้วยพระราชทานประเภท ข. ที่ตกค้างมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และก็สามารถคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานประเภท ข. ครั้งแรกของสโมสรได้ทันที ทำให้ราชประชาหวนกลับเข้าสู่วัฏจักรของฟุตบอลลีกอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปจากฟุตบอลลีกกว่า 3 ปี ปฏิบัติการฟื้นศรัทธาและทวงความสำเร็จของราชประชาได้เริ่มขึ้นแล้ว

นักฟุตบอลราชประชาชุดแชมป์ด้วยพระราชทานประเภท ข. มีรายชื่อดังต่อไปนี้

กวิน ธรรมสัจจานันท์ นิรันดร์ พันทอง นัฎชา นวลนก สิริชัย ไทรชมภู
ธน ออกเกษตร ขุนพล กิจประชา โชคดี อินทรลักษณ์ กิตติพงษ์ สมมาตร
ธีราทร บุญมาทัน เจษฎายุทธ บัวแพง ปรัชญา บูชา ประวีณวัช บุญยงค์
ศักดิ์ชาย ช้างชนะ ธเนศ บุบผาราม วินัย มุยะลา สาวิน บุญโสพิศ
อาบัส หะยีสะแม นรากรณ์ วิเศษธนกาล ชนะ เอี่ยมแสงใส อัหมัดกัดดาฟี เหละดุหวี


แต่ทว่าราชประชาจะมัวดีใจอยู่ไม่ได้เพราะลีกดิวิชั่น 2 จะเปิดฤดูกาลเพียง 1 เดือนเท่านั้นหลังถ้วย ข. จบ

ราชประชาลงเล่นดิวิชั่น 2 เป็นครั้งแรก ด้วยทีมที่มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่าทีมร่วมสายทั้งหมด ดิวิชั่น 2 ฤดูกาลนี้อยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างใหม่ โดยมีทั้งหมด 22 ทีมแบ่งออกเป็น 2 สายๆ ละ 11 ทีม 2 ทีมหัวตารางในแต่ละสายจะได้เลื่อนชั้นไปดิวิชั่น 1 ส่วน 5 ทีมท้ายตารางจะต้องตกชั้นไป ถึงแม้ราชประชาจะเป็นทีมที่มีทักษะเฉพาะตัวสูง รวมถึงความรักใคร่กลมเกลียวกันกันดี เพราะเล่นด้วยกันมานาน แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความเก๋าของทีมต่างๆได้ ทำให้ราชประชาจมอยู่ท้ายตารางในเลกแรก ราชประชาจึงแก้ปัญหาโดย เซ็นสัญญากับนักเตะ ไอเวอรี โคสต์ และ กานา รวม 4 คน และ ยืมตัวลูกหม้อเก่าอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา มาจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้ราชประชารอดตกชั้นหวุดหวิด นักเตะทุกคนยอมรับว่าประสบการณ์ในระดับลีกครั้งนี้ทำให้พัฒนาฝีเท้าขึ้นไป มาก

 

ราชประชานนทบุรี  
 
 
พ.ศ. 2552

หลังจากที่ได้รับบทเรียนอันมีค่าจากการการดิ้นรนหนีตกชั้นอย่างหวุดหวิดเมื่อฤดูกาลก่อน ฤดูกาลนี้ สโมสรได้ กรพรหม จรูญพงษ์ อดีตนักเตะที่กลับจากสิงคโปร์มาช่วยเสริมในแดนกลาง  ได้นักเตะต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจากดาวุด้า คือ เยน , ซานโต้ส, และ โคเน่ ราชประชาซึ่งรู้ตัวว่าตนมีปัญหาเรื่องนักเตะขาดประสบการณ์ก็เสริมทีมด้วยนักเตะตัวเก๋าอย่าง คเน จันทร์อิ่ม, นิเวศ เพชรจำรัส, และ ชูศักดิ์ สุวรรณา แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการได้โค้ช โฮเซ่ อัลเวส เบอร์วิซ โค้ชชาวบราซิล เข้ามาคุมทีม

ปีนี้ราชประชามีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยจับมือกับ อบจ. นนทบุรี ภายใต้ชื่่อใหม่ว่า ราชประชานนทบุรี ในรังเหย้าใหม่คือสนามกีฬานนทบุรี

ปีนี้สมาคมฟุตบอลเปลี่ยนระบบการแข่งขันดิวิชั่น 2 อีกครั้ง  โดยแบ่งเป็นลีกภูมิภาค 5 ภาคแล้วนำแชมป์ของแต่ละภูมิภาคมาเล่นลีกเพื่อนำ 3 ทีมขึ้นไปเล่นดิวิชั่น 1  ราชประชานนท์ต้องไต่บันไดที่ยาวขึ้นอีกครั้ง แม้จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับสโมสรก็ตาม  ราชประชานนท์ทำคะแนนนำมาตลอด จนได้แชมป์ภาคกรุงเทพ และปริมณฑล

ราชประชาเข้ารอบมินิลีกซึ่่งนำไปสู่หนึ่งในการขับเขี้ยวที่ระทึกที่สุดที่เคยสโมสรเคยประสบมา เนื่องจากทั้ง 5 ทีมมีฝีมือที่สูสีกันมาก โดย 3 นัดแรก ราชประชาได้แค่ 1 แต้มเท่านั้น แต่สุดท้ายแล้วก็สามารถคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ได้อย่างอัศจรรย์โดยต้องลุ้นจนถึงสัปดาห์สุดท้าย จึงขอบันทึกรายชื่อนักฟุตบอลชุดนี้ไว้เป็นเกียรติประวัติดังนี้

เยน เอมิเล่ สุริยา กุพะลัง สุภัทร อ้นทอง มาร์ซิโอ้ ดา ซิลวา
สาวิน บุญโสพิศ ประกิต ดีพร้อม โชคดี อินทรลักษณ์ กรพรหม จรูญพงศ์
โคเน่ ฟรานซิส วิชาชีพ มูลชาติ ศราวุธ สินธุปัน ดาวุด้า วูลัมป้า
ตามีซี หะยียูโซ๊ะ นัฏชา นวลนก ภีรชาติ ยิ้มทอง ณัฐพล พูลทวี
วุฒิพงษ์ สิทธิธัญญกิจ นิรันดร์ พันทอง นรากรณ์ วิเศษธนกาล กิตติพงษ์ สมมาตร
ชูศักดิ์ สุวรรณา คเน จันทร์อิ่ม พัสพงศ์ รัชตะไกรโรจน์  

 

ความสำเร็จของสโมสรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ คือการได้ถ้วยพระราชทานประเภท ข. ถ้วย มวก.นนทบุรี และถ้วยดิวิชั่น 2 ทำให้สโมสรมีการจัดทำแหวนอัศวินขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสร

   

 

 
   

@ Copyright 2011 Rajpracha Football Club. All Rights Reserved